MATCH

ธุรกิจ MATCH เป็นแพลตฟอร์มของบีทีเอส กรุ๊ป สำหรับการกระจายการลงทุนและขยายธุรกิจนอกเหนือจากระบบขนส่งมวลชนและธุรกิจสื่อซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท โดยบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อย มีการลงทุนและพัฒนาโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวและเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจโดยรวมของกลุ่มบริษัท
นอกจากนี้ธุรกิจ MATCH ยังทำหน้าที่ต่อยอดศักยภาพและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่มีอยู่ภายในกลุ่มบริษัท เช่น ฐานผู้ใช้งาน แพลตฟอร์มสื่อและข้อมูลเชิงลึกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มธุรกิจหลักภายใต้ธุรกิจ MATCH
ภายใต้ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอส กรุ๊ป) ประกอบด้วย

โครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use Development):
อาคารบีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค เป็นอาคารแบบผสมผสานสูง 36 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 11 ไร่ 40.7 ตารางวา (17,763 ตารางเมตร) ในทำเลที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน โดยโครงการประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีก ทั้งนี้ โครงการได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืนและการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน และได้รับมาตรฐานสากล ได้แก่ LEED Gold และ WiredScore Gold

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Condominium)
ได้แก่ โครงการบ้านชาวไทย ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมสำหรับคนไทย โดยโครงการจะเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องคอนโดมิเนียมแนวราบจำนวน 2 โครงการ บนถนนศรีนครินทร์ (ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานี ศรีเอี่ยม) และในจังหวัดปทุมธานี (ใกล้กับตลาดไท และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

อื่นๆ
เช่น โครงการธนาซิตี้ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ เป็นโครงการสปอร์ตและไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แบบครบวงจร ตั้งอยู่บนถนนบางนา–ตราด กม.14 จังหวัดสมุทรปราการ โดยโครงการได้รับการพัฒนาให้เป็นจุดหมายด้านกีฬา การพักผ่อน และกิจกรรมสันทนาการระดับพรีเมียมสำหรับทั้งสมาชิก ครอบครัว และลูกค้าองค์กร
ภายใต้ บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (RABBIT) (บีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 68.0) ประกอบด้วย

ธุรกิจโรงแรม
- โรงแรมในประเทศไทย อยู่ระหว่างการดำเนินงานจำนวน 7 แห่ง คิดเป็น 1,450 ห้อง และอยู่ระหว่างการพัฒนา 1 แห่ง จำนวน 75 ห้อง
- โรงแรมในทวีปยุโรป มีจำนวน 2 แห่ง คิดเป็น 369 ห้อง ภายใต้แบรนด์ "Vienna House® by Wyndham Easy” ในประเทศโปแลนด์และโรมาเนีย

ธุรกิจอสังหาริทรัพย์เพื่อเช่า
- โรงแรมให้เช่าในทวีปยุโรป มีจำนวน 15 แห่ง คิดเป็น 2,478 ห้อง ภายใต้แบรนด์ "Vienna House® by Wyndham Easy" กระจายอยู่ในประเทศเยอรมนี โปแลนด์ สโลวาเกีย และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมระดับ 3-4 ดาวที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองรองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ กลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรป ซึ่งเดิมได้ให้กลุ่ม HR Group เช่าเพื่อบริหารจัดการมาตั้งแต่ปี 2565 นั้น โดยได้โอนกลับมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ RABBIT ในเดือนเมษายน 2569
- สำนักงานให้เช่าในประเทศ มี 2 อาคารในกรุงเทพฯ ได้แก่ อาคาร เดอะ ยูนิคอร์น พญาไท และโนเบิล เพลินจิต มีพื้นที่ให้เช่ารวม 25,667 ตารางเมตร
- สำนักงานให้เช่าในต่างประเทศ มี 1 อาคารในกรุงลอนดอน ได้แก่ อาคารสำนักงาน 33 Gracechurch Street มีพื้นที่ให้เช่ารวม 9,783 ตารางเมตร
- พื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเช่า มีพื้นที่ให้เช่ารวม 20,939 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่ให้เช่าในรูปแบบอาคารชุดประเภทคอนโดมิเนียมเพื่อการพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ให้เช่าภายในโครงการ เดอะ ยูนิคอร์น พญาไท

ธุรกิจคอนโดมิเนียม
RABBIT มีโครงการคอนโดมิเนียมร่วมทุนกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 50:50 โดยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่ที่ติดกับระบบขนส่งมวลชน มีโครงการทั้งหมด 10 โครงการ

การลงทุนอื่น ๆ ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- โครงการแบบผสมผสาน (Mixed-Use Project)
- โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส 38: ประกอบด้วยห้องชุดคอนโดมิเนียม และเซอร์วิสเรสซิเดนส์ ซึ่งบริหารจัดการโดย The Ascott Limited ภายใต้แบรนด์ La Clef Bangkok, by The Crest Collection ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใจกลางเมืองย่านทองหล่อ
- โครงการ เดอะ ยูนิคอร์น พญาไท: ประกอบด้วยโรงแรมระดับ 5 ดาว “อีสติน แกรนด์ พญาไท” อาคารสำนักงานเกรดเอ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้เช่า โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ท เรล ลิงก์ สถานีพญาไท ซึ่งเอื้อต่อการเดินทางและการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
- ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ
ในช่วงปลายปี 2568 RABBIT ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านผู้ให้บริการด้านการศึกษาจาก Verso International School สู่ Wycombe Abbey International School Bangkok เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาไปสู่ระดับสากลภายใต้หลักสูตรอังกฤษ
- ที่ดินรอการพัฒนา
RABBIT มีการลงทุนและถือครองที่ดินทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวนทั้งหมด 721 ไร่ มูลค่าตามบัญชีรวม 3,342 ล้านบาท
นโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มบริษัท และบริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน):
https://www.btsgroup.co.th/storage/download/cg/policy/20260527-bts-prevention-of-conflicts-of-interest-between-bts-rbh-th.pdf
จากการประกอบธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทฯ มักจะทำการศึกษาและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมูลค่าที่ดินและแนวโน้มต่างๆ ในอนาคต ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้โดยการเข้าซื้อที่ดิน ทั้งเพื่อนำมาพัฒนาโดยกลุ่มบริษัท และเพื่อขายในอนาคต ซึ่งทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้กับเรา โดยปกติแล้ว ช่วงระยะเวลาการลงทุนในที่ดินทั้งการซื้อ/ขาย และพัฒนาจะใช้เวลานาน สอดคล้องกับระยะเวลาในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีที่ดินที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพมหานครและ จังหวัดอื่นๆ โดยมีมูลค่าตามบัญชี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เท่ากับ 21 พันล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29 ของมูลค่าตามบัญชีรวม

ภายใต้ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (RABBIT LIFE)
RABBIT LIFE (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ RABBIT) เป็นบริษัทประกันชีวิตที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ครอบคลุมทุกความคุ้มครอง อาทิ การรับประกันชีวิตประเภทสามัญรายบุคคล และการรับประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยให้บริการผ่านหลายช่องทาง ทั้งตัวแทน นายหน้า การตลาดทางโทรศัพท์ รวมถึงช่องทางการขายออนไลน์ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม
ภายใต้ บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) (TNL) (บีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 42.1)
TNL เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีการลงทุนในหลากหลายธุรกิจ ครอบคลุมธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน การบริหารสินทรัพย์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และที่ปรึกษาทางการเงิน โดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างกลุ่มบีทีเอสและกลุ่มสหพัฒน์ได้ผสานจุดแข็งที่แตกต่างกันเพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว ในช่วงปลายปี 2565 TNL ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ จากธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สู่รูปแบบธุรกิจที่ใช้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์รองรับ

ภายใต้ บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) (ROCTEC) (บีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 68.0) ROCTEC เป็นผู้ให้บริการธุรกิจไอซีที (ICT Solutions) แบบครบวงจรชั้นนำ โดยเชี่ยวชาญด้านระบบสื่อสารขั้นสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนส่งและโซลูชั่นเครือข่ายข้อมูล ด้วยประสบการณ์ระดับนานาชาติกว่า 40 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งที่ฮ่องกง ROCTEC มุ่งเน้นการส่งมอบโซลูชั่นดิจิทัลแบบครบวงจรให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน ROCTEC พัฒนาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการอันซับซ้อนของลูกค้า พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและยกระดับการเชื่อมต่อในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ในอนาคต ROCTEC มุ่งวางตำแหน่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจบริการไอซีที โดยยังคงยึดฮ่องกงเป็นตลาดหลัก พร้อมขยายความสำเร็จสู่ประเทศไทยและภูมิภาคสำคัญอื่น ๆ

บริษัทฯ ร่วมมือกับเชฟที่มีชื่อเสียง รวมไปถึงเชฟระดับมิชลินสตาร์ (หรือเทียบเท่า) ในการเปิดร้านอาหารในประเทศไทย โดยในปี 2561 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัท เทอร์เทิล ทเวนตี้ทรี จำกัด (Turtle 23) เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการร้านอาหาร
บีทีเอส กรุ๊ป ได้ลงทุนและร่วมมือกับบริษัทชั้นนำทั้งที่อยู่ในและนอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อคว้าโอกาสในการสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกันผ่านการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของ MOVE และ MIX ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา โดยพันธมิตรสามารถที่จะใช้ประโยขน์ของข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นส์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าของแต่ละบริษัท โดยบริษัทและพันธมิตรสามารถยกระดับและเสริมจุดแข็งของกันและกันเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันเพื่อรักษาศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน



