สารจากประธานกรรมการ

โครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานคร และโครงข่ายทางรถไฟของประเทศไทยจะยังคงขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้านี้ เป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบขนส่งมวลชน นับเป็นความมุ่งมั่นหลักของเราที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตและพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายคีรี กาญจนพาสน์

  • ประธานกรรมการ /
  • ประธานคณะกรรมการบริหาร /
  • ประธานกรรมการบรรษัทภิบาล

เรียน ท่านผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จทุกท่าน

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความก้าวหน้า การเติบโตและเป็นปีที่บีทีเอส กรุ๊ป มีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยธุรกิจหลักของเรามีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากทั้งในส่วนของการขยายขอบเขตของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไร อีกทั้งยังมีการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจ (expansion strategies) ซึ่งถือเป็นก้าวแห่งอนาคตใหม่ของบริษัทฯ

อย่างไรก็ดี การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ก่อให้เกิดความยากลำบากต่อการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ สังคม รวมถึงธุรกิจเป็นวงกว้างทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่สุดในศตวรรษนี้ ทั้งนี้ บีทีเอส กรุ๊ป มีความห่วงใยและพยายามหาแนวทางในการดูแลผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ อย่างทันท่วงที

เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้บริการของผู้โดยสารของเรา ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา บีทีเอสเป็นบริษัทแรกๆ ที่ออกมาตรการในการรักษาความสะอาดในระบบรถไฟฟ้า ซึ่งถือว่ามาตรการของเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เรายังคงเดินหน้าให้บริการรถไฟฟ้าที่ถือเป็นทางเลือกในการเดินทางที่สำคัญตามปกติเช่นเดิม นอกจากนี้ เรายังได้ดูแลสังคมเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 โดยผมและกลุ่มบริษัท ได้บริจาคเงินรวมจำนวน 100 ล้านบาท ในการจัดทำกรมธรรม์ประกันชีวิตให้กับแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ รวมถึงบริจาคเข้ากองทุนสนับสนุนและเยียวยาอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และตอบแทนบุคลากรสาธารณสุขทั้งระบบและอสม. รวมกว่า 1 ล้านคนที่เป็นกำลังหลักของประเทศในการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 และเรายังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนองค์กรต่างๆอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้หรือป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ บริษัทฯ ร่วมกับ บีทีเอสซี, VGI, เคอรี่ เอ็กซ์เพรส, MACO, PlanB และยู ซิตี้ ยังได้มอบกล่องบรรเทาทุกข์ส่งความสุข จำนวน 20,000 กล่อง แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานของบีทีเอส กรุ๊ป ในปี 2562/63 ที่ผ่านมา ถือว่าได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพียงเล็กน้อย โดยบีทีเอส กรุ๊ป มีรายได้รวมในปี 2562/63 จำนวน 42.2 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น 184% จากปีก่อน เป็น 8.2 พันล้านบาท อีกทั้งเรายังได้ประกาศเงินปันผลประจำปี (ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของผู้ถือหุ้น) รวมจำนวน 0.48 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนประจำปี 4.0% โดยเงินปันผลจำนวนนี้รวมถึงเงินปันผลพิเศษระหว่างปี ที่คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยตรงแทนการซื้อหุ้นคืน เพื่อแสดงความห่วงใยใส่ใจและดูแลผู้ถือหุ้นของเรา

ปี 2562/63 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบขนส่งมวลชนทางรางของเรามีพัฒนาการเป็นอย่างมาก และยังขยายขอบเขตความสนใจไปยังโครงการคมนาคมขนส่งในระยะยาวอื่นๆ ด้วย สำหรับโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต) นั้น เราได้เริ่มเปิดทดลองให้บริการในช่วงปลายปี 2562 และจะเปิดให้บริการทั้งสายได้ในปี 2563 ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองนั้นยังคงอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แม้ทั้งสองโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวจะประสบปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างไปบ้าง เนื่องจากการส่งมอบพื้นที่ของภาครัฐ แต่เรายังคงตั้งเป้าที่จะเปิดให้บริการเส้นทางหลักตามแผนในเดือนตุลาคม 2564 เช่นเดิม โดยเรามั่นใจว่าสัญญาสัมปทานระยะเวลา 30 ปีของทั้งสองโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าว จะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าสีเขียวสายหลักได้อีกด้วย

ในปี 2562/63 นี้ เรายังขยายขอบเขตความสนใจของเราไปยังโครงการคมนาคมขนส่งอื่นๆ เพื่อขยายโอกาสและการเติบโตของเราในอนาคต เรามีการประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ รวมถึงศักยภาพทางการเงินของบริษัทฯ และพิจารณาผลตอบแทนที่คาดหวังอย่างถี่ถ้วน โดยในเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มกิจการร่วมค้าที่เราเป็นหนึ่งในสมาชิก ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะประมูลโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 เส้นทาง ได้แก่ ทางหลวงเส้น M6 (บางปะอิน – นครราชสีมา) และ ทางหลวงเส้น M81 (บางใหญ่ – กาญจนบุรี) และต่อมาในเดือนมกราคม 2563 กลุ่มกิจการร่วมค้าของเราอีกกลุ่มหนึ่ง (ที่เราเป็นหนึ่งในสมาชิก) ยังได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะประมูลโครงการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาอีกด้วย ทั้งนี้ เรามีความมุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการระบบคมนาคมขนส่งในประเทศไทย และพร้อมจะดูแลผู้โดยสารบนระบบของเรา โดยเราคาดว่า ผู้โดยสารจะเติบโตเป็น 2.4 ล้านเที่ยวคนต่อวัน ภายในปี 2569

นอกเหนือจากโครงการที่เราได้รับความสำเร็จดังกล่าวแล้ว เรายังมีแผนที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งถือว่าเราเป็นผู้มีความชำนาญ และมีโอกาสที่จะได้รับคัดเลือกในการเข้าดำเนินโครงการ ดังเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีเทา และรถไฟฟ้า LRT เป็นต้น นอกจากนั้นเรายังสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงทำให้มีโอกาสที่ รฟท. จะให้ภาคเอกชนเข้าร่วมดำเนินงานในโครงการต่างๆ ของ รฟท.

ในส่วนของธุรกิจสื่อโฆษณา วีจีไอ ยังคงดำเนินกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสภาวะในโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งทั้งในด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค จากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้านสู่การเป็นผู้ให้บริการแบบออนไลน์และออฟไลน์ (Offline-to-Online Solutions) ของประเทศไทย ครอบคลุมหลากหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นด้านสื่อโฆษณา การบริการชำระเงิน และโลจิสติกส์ นอกจากนี้ วีจีไอยังมีการจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งเป็นผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้วีจีไอสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้กว่า 30 ล้านคนเพื่อสร้างสรรค์แคมเปญใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้นและตรงจุดมากขึ้น โดยในปี 2562/63 ที่ผ่านมา วีจีไอสามารถทำลายสถิติสร้างรายได้และกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ โดยมีรายได้รวมจำนวน 4.0 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 1.4 พันล้านบาท

ถึงแม้ปี 2563/64 จะเป็นปีแห่งความท้าทายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเรา และคาดว่าผลประกอบการของยู ซิตี้ ในปีที่จะถึงจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเป็นนัยสำคัญ แต่ปี 2562 ที่ผ่านมานับเป็นปีแห่งความสำเร็จจากการฟื้นตัวของยู ซิตี้ จากเดิมที่เคยมีผลขาดทุนสุทธิสู่การมีผลกำไรสุทธิ จำนวน 1.8 พันล้านบาท อันเป็นผลมาจากการขยายตัวในธุรกิจโรงแรมด้วยกลยุทธ์แบบ Asset-Light โดยการควบรวมโรงแรมที่เป็นสัญญาเช่าดำเนินงานจำนวน 19 โรงแรม ในปี 2562 รวมถึงการรับรู้กำไรจากการขายหุ้นหมอชิตแลนด์ นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของ ยู ซิตี้ ยังมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงที่ตั้งโรงภาษีร้อยชักสาม หรือศุลกสถาน ซึ่งเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องกว่า 14 ปีที่จะพัฒนาโบราณสถานที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและทรงคุณค่านี้ให้เป็นโรงแรม อีกทั้งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในโครงการเดอะ ยูนิคอร์น ซึ่งเป็นอาคารประเภทใช้สอยรวม (Mixed-Use Building) และโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ

บีทีเอส กรุ๊ป มีเจตนามุ่งมั่นในการปฏิบัติตามการกำกับดูแลกิจการที่ดีและดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และยังคงให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ควบคู่ไปกับพัฒนาต่างๆ ของบริษัทฯ ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น "สถานีส่งความสุข" (Next Station–Happiness) ที่เราได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยเราได้เดินหน้าให้ความช่วยเหลือปรับปรุงซ่อมแซมโรงเรียน แจกจ่ายเครื่องยังชีพที่จำเป็น รวมถึงให้ความสนับสนุนทางการแพทย์แก่ชาวบ้าน และทุนการศึกษาแก่นักเรียนพื้นที่ห่างไกลและถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ รวมถึงโครงการคลินิกลอยฟ้าและโครงการหนูด่วนชวนกินเจ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมทำบุญด้วยการถือศีลกินเจและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ

บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Index) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และยังได้คะแนนเป็นลำดับที่ 2 ในหมวดอุตสาหกรรมคมนาคมขนส่งระดับโลกอีกด้วย อีกทั้งเรายังได้รับคัดเลือกเข้าอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment หรือ THSI) โดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้คัดเลือก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเป็นสมาชิกในดัชนี FTSE4Good Emerging Markets และได้รับผลการประเมินระดับดีเลิศ (5 ดาว) ในการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และตลอดปี 2562/63 บีทีเอส กรุ๊ป ยังได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย ซึ่งถือเป็นรางวัลที่ตอกย้ำการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา อาทิ รางวัล “the Best Green Bond” ในงาน The Asset Triple A Sustainable Capital Markets Regional Awards 2562 และรางวัลความยั่งยืนระดับ Silver Class จากการจัดอันดับโดย RobecoSAM

อย่างไรก็ดี ธุรกิจของเราได้เผชิญกับความท้าทายระยะสั้นหลายประการ โดยปัจจัยหลักมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของเราในปีต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กระนั้น ผมยังคงเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าอนาคตของกลุ่มบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการมีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง จากการมีสัญญาสัมปทานในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยในปัจจุบัน เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของหลายๆ สัญญาจากการมีความหลากหลายทางธุรกิจและโครงสร้างรายได้ ประกอบกับความเป็นมืออาชีพและความสามารถของคณะผู้บริหารในการปรับตัวและหาวิธีการบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและพากันก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

สุดท้ายนี้ ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณคณะผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน สำหรับความมุ่งมั่น ตั้งใจและการทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ และขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการเงิน หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ สำหรับการสนับสนุนและความไว้วางใจที่ทุกท่านได้มอบให้กับเราอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปี เรามารอชื่นชมความสำเร็จต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ไปด้วยกันครับ