ความเป็นมาของบริษัท
2511
ก่อตั้งบริษัท ธนายง จำกัด (ธนายง)
2534
ธนายงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายใต้หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
2535
ธนายงปรับเปลี่ยนธุรกิจมุ่งเน้นระบบขนส่งมวลชนทางราง ภายใต้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอสซี) เพื่อเข้าลงนามในสัญญาสัมปทานจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการสร้างและบริหารระบบรถไฟฟ้าแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร (รถไฟฟ้าบีทีเอสสายหลัก)
2540
เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงถึง130% เมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งธนายงและบีทีเอสซี เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีภาระหนี้สินในสกุลดอลลาร์หรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง
2542
เปิดให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสสายหลัก
2549-2551
ธนายงและบีทีเอสซีออกจากกระบวนการฟื้นฟูกิจการภายหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย
2552
เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลม
ขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจสื่อโฆษณา โดยการเข้าซื้อกิจการของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) (วีจีไอ) 100%
2553
ธนายงซื้อหุ้นบีทีเอสซีในสัดส่วน 94.6% และได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอส กรุ๊ป)
บีทีเอสซีเริ่มให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรถโดยสารด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ภายใต้สัญญาจ้างผู้เดินรถพร้อมจัดหารถโดยสารและสัญญาจ้างผู้บริหารสถานี
2554
เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท
2555
บีทีเอสซีลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายสายสีเขียว 1 และเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสสายหลัก ภายหลังครบกำหนดสัญญาสัมปทาน
วีจีไอ ซึ่งเป็น บริษัทย่อยของกลุ่มบริษัทได้เข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลท. โดยใช้ชื่อย่อ “VGI”
2556
บีทีเอส กรุ๊ปจดทะเบียนกองทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) ซึ่งเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานกองทุนแรกในประเทศไทย โดยกองทุนดังกล่าวลงทุนในสิทธิการรับรายได้ค่าโดยสารสุทธิในอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสสายหลัก
เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลมเพิ่มเติม
2558
บีทีเอส กรุ๊ปเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านการเข้าลงทุนในบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) (ยู ซิตี้) ในสัดส่วนเริ่มแรกที่ 35.6%
2560
บีทีเอสซีลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือและใต้
บริษัทย่อยซึ่งบีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วน 75% ได้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
2561
บีทีเอส กรุ๊ป ปรับโครงสร้างในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยการโอนกิจการทั้งหมดที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไปยัง ยู ซิตี้
บีทีเอสซีลงนามในสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1
เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวฝั่งใต้
วีจีไอ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากเดินที่เป็นผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้านสู่ผู้ให้บริการแบบ Offine-to-Online (O2O) Solutions ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ ‘Pioneering Solutions for Tomorrow’
วีจีไอ เข้าลงทุน 23.0%1 ในเคอรี่ เอ็กเพรส (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการจัดส่งพัสดุในประเทศ
1ณ เดือนมีนาคม 2564 วีจีไอ ถือหุ้น เคอรี่ เอ็กเพรส สัดส่วน 18% ภายหลักการเสนอขายหลักทรัพย์ (IPO) ของ เคอรี่ เอ็กเพรส ในเดือนธันวาคม 25632563
กิจการร่วมค้าซึ่งบีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วน 35% ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งจะเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3
กิจการร่วมค้าซึ่งบีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วน 40% ได้เป็นผู้ชนะประมูลโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 เส้นทาง ได้แก่เส้นทาง M6 และ M81
เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีเขียวฝั่งเหนือ
เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีทอง ระยะที่ 1
2564
บีทีเอส กรุ๊ป ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ภายใต้ ‘3M’ ซึ่งประกอบได้ด้วยธุรกิจ MOVE, MIX and MATCH ภายใต้สโลแกนใหม่ของบริษัทฯ ‘Borderless, Transform, Solutions’
วีจีไอ เข้าลงทุนร้อยละ 51 ในบริษัท แฟนสลิ้งค์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (Fanslink) และร้อยละ 15 ในบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) (Jaymart) เพื่อขยายและต่อยอดแพลตฟอร์มธุรกิจการจัดจำหน่าย
กิจการร่วมค้าซึ่งบีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการดำเนินงานและบำรุงรักษา โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทาง M6 (บางประอิน - นครราชสีมา) และ M81 (บางใหญ่ - กาญจนบุรี)
ยู ซิตี้ เปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจระยะยาวจากอสังหาริมทรัพย์สู่ธุรกิจธุรกิจบริการทางการเงิน
2565
วีจีไอ เข้าลงทุนร้อยละ 59.9 ในบริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NINE) โดย NINE ได้รับสิทธิ์ดำเนินการพื้นที่จำหน่ายสินค้าของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
บริษัทย่อยซึ่งบีทีเอส กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 75 ลงนามในสัญญาการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยายถึงเมืองทองธานี นับเป็นการเพิ่มโครงข่ายให้กับรถไฟฟ้าของบีทีเอส
บีทีเอส กรุ๊ป เข้าลงทุนร้อยละ 41 ในบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) (TNL) บริษัทย่อยของบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (SPI) ที่เป็นหน่วยธุรกิจด้านการลงทุนของกลุ่มสหพัฒน์เพื่อขยายและกระจายพอร์ตการลงทุนธุรกิจ MATCH ของบีทีเอส กรุ๊ป ไปสู่ธุรกิจการปล่อยสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน
ยู ซิตี้ ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (แรบบิท โฮลดิ้งส์)
2566
NINE ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของวีจีไอ ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรและโลโก้ ภายใต้ชื่อบริษัทใหม่เป็นบริษัท ซุปเปอร์ เทอร์เทิล จำกัด (มหาชน) (TURTLE)
เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และวีจีไอ ได้รับสิทธิในการบริหารพื้นที่ สื่อโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง
เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และวีจีไอได้รับสิทธิในการบริหารพื้นที่สื่อโฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู
บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) (MACO) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่บีทีเอส กรุ๊ป และวีจีไอถือหุ้นรวมทั้งหมดร้อยละ 44 ได้ทำการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กร รวมถึงเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) (ROCTEC)
2567
การปรับโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัท
- บีทีเอส กรุ๊ป เพิ่มทุนได้เงินจำนวนทั้งสิ้น 13.2 พันล้านบาท ผ่านการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Rights Offering: RO) โดยมีการจัดสรร 7.1 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน RABBIT และ ROCTEC ผ่านการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไข (Conditional Voluntary Tender Offer: VTO) หลังจากเสร็จสิ้นธุรกรรม VTO ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทกลายเป็นบริษัทย่อยของ บีทีเอส กรุ๊ป โดยมีผลตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 เป็นต้นมา
- ภายใต้การปรับโครงสร้างเดียวกันนี้ VGI ได้ดำเนินการขายหุ้นทั้งหมดใน ROCTEC ให้แก่ บีทีเอส กรุ๊ป (จากร้อยละ 27.1 เป็นร้อยละ 0) และได้รับเงินจากการขายเป็นจำนวน 2.2 พันล้านบาทแล้วเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567
- นอกจากนี้ VGI ได้ออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับกลุ่มนักลงทุน 4 ราย และได้รับเงินเพิ่มทุนสุทธิจำนวน 13.2 พันล้านบาทแล้ว ส่งผลให้ VGI มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว จำนวน 2,000 ล้านบาท หลังจากการทำธุรกรรมทั้งสองรายการแล้วเสร็จ VGI ได้รับเงินสดรวมทั้งสิ้น 15.4 พันล้านบาท ทั้งนี้ งบการเงินของ VGI ยังคงถูกรวมเข้ากับงบการเงินของบีทีเอส กรุ๊ป แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นของบีทีเอส กรุ๊ป ใน VGI จะลดลงจากร้อยละ 61.1 เป็นร้อยละ 34.24 แต่บีทีเอส กรุ๊ป ยังมีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของ VGI
เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์รถโดยสารไฟฟ้า (BRT) ซึ่งวิ่งจากสาทรถึงราชพฤกษ์: 16 กิโลเมตร, 14 สถานี
2568
BTSC และพันธมิตรในกิจการร่วมค้าเซ็นสัญญากับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) สำหรับการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา (O&M) ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) ที่ใช้เดินทางระหว่างอาคารผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ
VGI ได้เข้าทำสัญญาจ้างบริหารการขายสื่อโฆษณากับบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) (PlanB) โดย PlanB จะเป็นผู้ดำเนินการขายและทำการตลาดสื่อโฆษณาของกลุ่ม VGI
VGI ได้เพิ่มทุนจำนวน 1,000 ล้านบาทใน PlanB แล้วเสร็จ ส่งผลให้ VGI มีสัดส่วนการถือหุ้นใน PlanB เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 23.3 พร้อมทั้งตั้งผู้แทนเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการใน PlanB ทำให้เปลี่ยนสถานะการลงทุนใน PlanB เป็นบริษัทร่วม (จากเดิมบันทึกเป็นสินทรัพย์ทางการเงินไม่หมุนเวียนอื่น)
เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยาย: 3 กิโลเมตร, 2 สถานี
2569
เปิดให้บริการโครงการทางหลวงระหว่างเมือง M81 (บางใหญ่ – กาญจนบุรี): 96 กิโลเมตร
บีทีเอส กรุ๊ป ได้เปิดตัวโครงการ “บ้านชาวไทย” ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมสำหรับคนไทย โดยโครงการจะเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องคอนโดมิเนียมแนวราบจำนวน 2 โครงการ บนถนนศรีนครินทร์ และในจังหวัดปทุมธานี
บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้าของบีทีเอส กรุ๊ป ได้รับหนังสือแจ้งเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) สำหรับโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569